สวัสดีครับ เห็นหัวเรื่องอย่าคิดว่าผมจะบ่นอะไรอีกนะ

พอดีว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรม

กับท่านชยสาโร ที่ปากช่อง เป็นเวลา 4 วัน(เอาบุญมาฝากทุกคนนะครับ)

เลยคิดว่าจะนำเกร็ดหรือเรื่องที่ได้ฟังจากท่านมาเล่าสู่กันฟัง

เรื่องหนังสือเลยขอยกไว้ก่อนแบบว่าไม่มีกำหนดละกัน

.

เมื่อคราวก่อนผมเล่าถึงความอยากของตัวเอง

พอดีท่านได้เล่าถึงเรื่องการสอนของหลวงพ่อชา

ซึ่งท่านเป็นลูกศิษย์ชาวต่างชาติรุ่นแรกๆของหลวงพ่อชา

ท่านเล่าว่าหลวงพ่อชามักจะใช้วิธีอยากได้อะไรก็จะไม่ให้ ไม่อยากได้ก็จะให้

มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อตอนที่ท่านยังไม่ได้บวชเป็นพระ

ท่านบวชเป็นปะขาวอยู่กับหลวงพ่อชา และมีโอกาสได้อุปฐากหลวงพ่อชา

หลวงพ่อถามว่า

"ช้อน...อยากบวชมั้ย"(ชื่อจริงของท่านชยสาโรคือ ฌอน(Shaun)แต่หลวงพ่อชาเรียกว่า ช้อน)

"อยากบวชครับ"

"อยากบวชก็ไม่ต้องบวช อยากมันไม่ดี"

ครั้งต่อมาหลวงพ่อก็ถามอีก

"ช้อน..อยากบวชมั้ย"

"ยังไม่อยากบวชครับ"

"เออ...ไม่อยากบวชก็ไม่ต้องบวช"

จนในที่สุดท่านก็เลยนึกได้ว่าต้องพูดอะไร

"ช้อน...อยากบวชมั้ย"

"แล้วแต่หลวงพ่อครับ"

หลวงพ่อชาท่านยิ้มแล้วบอกว่า "เออ..พัฒนาขึ้น"

.

มีอีกครั้งหนึ่ง ตอนนั้นเป็นช่วงหน้าหนาว หลวงพ่อชาท่านให้พระในวัด

นำก้อนหินมาวางเรียงต่อกันเป็นกำแพง

ทุกคนรวมทั้งท่านชยสาโรด้วยต้องทำงานกันท่ามกลางอากาศหนาว

หลวงพ่อชาสั่งให้เณรยกน้ำร้อนมา 2 กา

ท่านชยสาโรบอกว่า เห็นควันลอยมาแต่ไกล คิดว่าอีกสักครู่คงจะได้ฉันกันแน่

แต่ปรากฏว่าหลวงพ่อชาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ และให้ทำงานไปเรื่อยๆ

จนผ่านไป 1 ชั่วโมง น้ำเย็นลงไปแล้ว

หลวงพ่อชาจึงเรียกให้ทุกคนมาฉันน้ำร้อน

ตอนแรกท่านเกิดอัตตาไม่ยอมไปฉัน แต่สุดท้ายทนไม่ไหวก็เลยต้องไปฉัน

ท่านบอกว่าเป็นน้ำที่หวานที่สุด

.

ผมว่าเราต้องคอยดูตัวเองนะ

ถ้าปล่อยไปตามอารมณ์เราก็ไม่อาจจะเห็นสิ่งที่เป็นประโยชน์กับตัวเราเอง

ไม่ได้เห็นสิ่งที่เป็นปัจจุบันจริงๆ

ทำให้เราเป็นทุกข์อยู่ตลอด

.

.

.

edit @ 24 Oct 2007 17:23:06 by ultr@ping

บ่นไปเรื่อย

posted on 10 Oct 2007 09:08 by ultraping

 สวัสดีครับทุกคน ช่วงนี้กำลังงานยุ่งมาก เลยไม่มีเวลามาอัพ

แต่ว่าจริงๆแล้วคำว่าไม่มีเวลานี่อาจจะเป็นข้ออ้างของผมเองรึเปล่าก็ไม่รู้นะครับ

ช่วงที่ผ่านมาอยากทำอะไรหลายอย่างมาก(แต่ส่วนใหญ่ทำไม่ได้ทำ)

.

ไอ้เจ้าความอยากนี่มันทำให้เราทุกข์นะ

ช่วงนี้ผมอยากดูหนังอยู่หลายเรื่องก็ไม่ได้ดู จนออกจากโปรแกรมไปแล้ว

ทั้งๆที่ที่บ้านก็มีหนังแผ่นที่ซื้อมาแล้วยังไม่ได้ดูอีกหลายเรื่อง

ซึ่งไอ้ตอนที่ซื้อมานั่นก็อยากดูมาก แต่พอซื้อมาก็ไม่ได้ดู

มันอยากไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุดเลย(นี่แค่เรื่องดูหนังอย่างเดียวนะ)

.

แต่ถ้ามองดีๆไอ้เจ้าตัวความอยากนี่มันก็มีประโยชน์กับเรา

มันช่วยฝึกให้เราเห็นความไม่แน่นอนของจิตใจเรา

เดี๋ยวอยาก เดี๋ยวไม่ ได้มาสุข ไม่ได้ทุกข์

ได้มาแล้วก็หายอยาก ได้มาแล้วอยากได้อีก ฯลฯ

จิตใจเรามันเปลี่ยนไปได้หลายอย่าง มหัศจรรย์จริงๆ

.

หายไป กลับมาเอาแต่บ่นเลย

ตอนแรกตั้งใจไว้ว่าจะเขียนถึงหนังสือ "สุขเป็นก็เป็นสุข" ของท่านชยสาโร ภิกขุ

ไหงกลายเป็นบ่นไปได้ไงก็ไม่รู้

.

.

.

 

edit @ 16 Oct 2007 08:35:40 by ultr@ping